New Year Resolution 2023

ก่อนจะเข้าปี 2023 รู้สึกว่า แผนการกินอาหารของเราจะยังไม่กระชับพอ อยากทำให้มัน Minimal มากกว่านี้

ผมคิดว่าผมจะลองหันมากินวันละสองมื้อดู และทุกวันพฤหัสก็จะกินแค่มื้อเดียว ซึ่งจะทำให้การกินอาหารในชีวิตกลายเป็นเรื่องที่ง่ายลงอย่างมาก แถมได้สุขภาพด้วย

มื้อเช้าของผมก็จะกินแต่นม ใส่ธัญพืช ถั่ว และเบอรี่ต่างๆ แต่ถ้าไม่พอก็จะกินไข่ดาวเบคอนเพิ่ม แค่นั้นเลย

มื้อกลางวันผมจะกินนอกบ้าน กินอะไรก็ได้ที่อยากกิน แต่ถ้าอยากดูแลตัวเองหน่อย ก็จะเลือกกินพวกสุกี้ ชาบู สเต็ก หรือไม่ก็อาหารอิสาน เรียกได้ว่าเป็นแนวโลคาร์บ

ส่วนมื้อเย็นจะไม่กิน หรือไม่ก็กินแค่ผลไม้

นอกจากนี้ในแต่ละสัปดาห์ผมจะพยายามกินชาบูให้ได้หนึ่งมื้อ (น่าจะเป็นวันจันทร์เที่ยง) และชุดปลาแซลมอลย่างเกลือกินกับบล็อกเคลี่และกิมจิให้ได้อีกหนึ่งมื้อ (น่าจะเป็นวันพุธเที่ยง)​

แค่นี้ก็จ่ายตลาดก็จะง่ายขึ้นอย่างมาก ขอเหลือก็จะมีน้อยมากด้วย

ส่วนในเรื่องการออกกำลังกายตั้งใจว่าก่อนจบปี 2023 ผมจะเลิกเข้ายิมแล้วหันมาเป็นแนว Calisthenics โดยสมบูรณ์

ตอนนี้ผมหันวิดพื้นให้ได้วันละ 100 ครั้งอยู่ ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จเมื่อไหร่ ก็อาจเพิ่มการดึงข้อด้วย เพื่อให้กล้ามเนื้ออกและหลังได้ออกกำลังกายเท่าๆ กัน ส่วนกล้ามท้องและหลังเรามีท่าออกกำลังกายทุกเช้าที่ทำสลับวันกับการวิดพื้นอยู่แล้ว ทุกอย่างจะทำทุกวันในตอนเช้า ใช้เวลาแค่สิบห้านาทีเท่านั้น

เหลือแค่การคาดิโอ ซึ่งภายในปีนี้ผมจะเปลี่ยนไปวิ่งที่สวนสาธารณะแทน แค่สัปดาห์ละครั้งก็พอแล้ว

เพียงแค่นี้อาหารการกินและการออกกำลังกายของผมในปี 2023 ก็จะมินิมัลและคูลแบบสุดๆ

ทำน้ำจิ้มชาบูปิ้งย่าง

หลักของการทำน้ำจิ้มชาบูปิ้งย่างคือ ให้มีรสเค็ม เปรี้ยว หวาน เผ็ด ครบ จะสังเกตได้ว่าน้ำจิ้มอย่างแจ่ว เป็นน้ำจิ้มปิ้งย่างที่ดี เพราะว่ามันมีรสทั้งสี่อย่างครบ เป็นต้น หลังจากนั้นก็ค่อยมาดูว่า แต่ละคนชอบรสอะไรเป็นหลัก บางคนชอบเค็มนำ บางคนชอบหวานนำ หรือบางคนกินเผ็ดๆ บางคนไม่กินเผ็ด ก็ค่อยปรับสูตรนิดหน่อยให้เข้ากับความชอบของแต่ละคนอีกที

รสเปรี้ยวในน้ำจิ้มชาบูส่วนมากก็หนีไม่พ้น น้ำมะนาว แต่ถ้าฉุกเฉินหาไม่ได้ ก็ใช้น้ำส้มสายชูแทน ซึ่งพบมากกว่าในน้ำจิ้มเอเชียตะวันออกไกล หรือถ้าอยากได้รสชาติที่แปลกหน่อย ก็อาจใส่น้ำมะขามแทน

รสเค็มในน้ำจิ้มคือ ซีอิ้ว ซึ่งมีหลากหลายแบบมาก ไม่ว่าจะเป็นซีอิ้วขาว โชยุ น้ำปลา หรือแม้แต่เกลือ ซึ่งแต่ละแบบจะให้รสชาติประจำชาติที่ต่างกัน อาจใช้หลายๆ ตัวผสมกัน เพื่อเพิ่มความซับซ้อนของรสชาติขึ้น และอาจใช้น้ำมันหอย หรือเต้าเจี้ยวด้วยก็ได้

รสเผ็ดก็หนีไม่พ้นพริกสดสับสำหรับคนไทย หรือจะเป็นพริกป่นสำหรับคนอิสาน พริกน้ำมันสำหรับคนจีน และพริกป่นเกาหลีสำหรับคนเกาหลี เป็นต้น

รสหวานแบบง่ายที่สุดคือใส่น้ำตาลทราย ไม่ว่าจะน้ำตาลทรายขาวหรือน้ำตาลทรายแดง แต่รสหวานแบบนี้จะหวานแสบ บางคนใส่น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำผึ้ง เพื่อให้หวานนุ่ม แต่ผมแนะนำให้ลองใส่น้ำจิ้มอื่นๆ ที่มีรสหวานอยู่ในนั้นลงไปแทนการใส่น้ำตาล จะช่วยเพิ่มความหลากหลายของรสชาติ อาทิ น้ำจิ้มไก่ โคชูจัง ซอสมะเขือเทศ บาบีคิวซอส ซอสงา ซอยหอยซิน หรือน้ำจิ้มสุกี้ ก็ได้

ในตอนแรกสุดควรเริ่มต้นด้วยรสเค็ม หวาน เปรี้ยว เผ็ด อย่างละเท่ากัน เช่น อย่างละหนึ่งช้อนโต๊ะก่อน ชิมดูว่ากลมกล่อมหรือยัง ซึ่งแต่ละคนจะชอบไม่เหมือนกัน ก็ค่อยเพิ่มเฉพาะส่วนที่อยากให้เยอะขึ้น เช่น ชอบเค็ม ก็อาจเติมซีอิ้วให้มากขึ้นหน่อย ให้ได้ความสมดุลในแบบที่แต่ละคนต้องการ จากนั้นค่อยเติมพวก กระเทียม ต้นหอมสับ ผักชีสับ งาบด ลงไปเพื่อเพิ่มกลิ่นและความน่ากินให้มากขึ้น เสร็จแล้วแช่ตู้เย็นไว้

เราสามารถกำจัดของเหลือในตู้เย็นจำพวกเครื่องปรุงต่างๆ ด้วยการเอามาทำน้ำจิ้มได้ด้วย ซึ่งจะช่วยให้ได้รสชาติที่ซับซ้อนขึ้นไปด้วย

หมายเหตุ ภาพประกอบจากร้านไฮตี่เลา

การเดินตลาดสดธนบุรีที่น่าประทับใจ

ลองไปซื้อผักที่ตลาดสดแบบไม่คาดหวังอะไรมาก เพราะว่าไปตอนเย็น แต่ปรากฎว่าน่าประทับใจ เพราะมีผักที่อยากได้ครบทุกอย่าง และที่น่าทึ่งกว่านั้นคือ ราคาถูกมาก อโวคาโดลูกละแค่ 15 บาท หรือถั่วงอกถุงเบอเร่อ แค่สิบบาทเอง เท่ากับว่าผักกินได้ทั้งสัปดาห์จ่ายเงินไปแค่ 145 บาท

ดูเป็นอะไรที่เวิร์กอยู่เหมือนกัน รู้สึกเสียดายเงินก่อนหน้านี้ที่เราไปซื้อผักในซุปเปอร์มาร์เก็ตในราคาที่แพงกว่าหลายเท่าตัวไปไม่รู้ตั้งเท่าไหร่แล้ว แค่ขายความสะดวกแค่นี้เอง ในแง่รักษ์โลก ตลาดสดอาจจะยังใช้ถุงพลาสติกกันอยู่ โดยเฉพาะในยุคโควิด แต่ก็ต้องถือว่าน้อยกว่าซุปเปอร์มาร์เก็ต เพราะไม่ใช่ผักทุกอย่างที่จะห่อพลาสติก มีแค่บางอย่างเท่านั้นเอง