Pasta with Pesto Sauce

Pesto แปลว่า เร็ว เมนูนี้จึงเป็นเมนูด่วน ที่ทำกินง่ายๆ สำหรับคนอิตาเลียน

เพื่อป้องกันความสับสน ผมขอระบุส่วนผสมของซอสชนิดนี้โดยใช้หน่วยเป็นกรัมทั้งหมด ใบโหระพาที่ใช้เป็นของอิตาเลียน แต่ถ้าหาไม่ได้ก็ใช้ของไทยก็ได้ (บอกก่อนว่ากลิ่นไม่เหมือนกัน) ถ้าไม่มีเมล็ดสน จะใช้ถั่วอย่างอื่นเช่น ถั่วลิสง แทนก็ได้ บดส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันอย่างละเอียดด้วยเครื่องปั่น สูตรของผมจะค่อนข้างเข้มข้น ดูคล้ายน้ำพริกแกงเขียวหวานบ้านเรา หรือจางกว่านิดหน่อย แต่ซอสเพลโต้ของแต่ละคนอาจเข้มข้นไม่เท่ากัน บางคนจะจางกว่านี้ แบบว่าเห็นเป็นน้ำสีเขียวเลย ดังนั้นแล้วแต่ความชอบ สูตรใครสูตรมัน

ต้มเส้นเพนเน่ให้ได้ al Dente แล้วนำไปคลุกกับซอสเพสโต้ที่เตรียมไว้ โรยหน้าด้วยพาเมซานซีสป่น เพิ่มก็ได้ เมนูนี้เป็นวีแกนไปด้วยในตัว แต่ถ้าใครอยากกินเนื้อสัตว์จะใส่เบคอนทอดลงไปด้วยก็ได้ ไม่ผิดกติกาถ้าอยากกิน

ส่วนผสมของซอสเพสโต้ (สำหรับ 1 ที่)

  • น้ำมันมะกอก Extra Virgin 25g
  • เมล็ดสน 25 g
  • ใบโหระพาอิตาเลียน 10g
  • พาเมซานชีส 10g
  • เกลือเล็กน้อย

Pasta Amatriciana – ทำพาสต้ายังไงให้อร่อย

พาสต้าที่คนอิตาเลียนกินจริงๆ มีอะไรหลายอย่างที่แตกต่างจากพาสต้าที่เราคุ้นเคย ผมจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนมาลองทำพาสต้าสไตล์อิตาเลียนกัน

พาสต้ามีหลากหลายรูปแบบมาก แต่พาสต้าที่ผมทำกินเองบ่อยที่สุด คือ Pasta Amatriciana เพราะทำง่ายและอร่อย เป็นตัวแทนของพาสต้าที่ดี คำว่า Amatriciana เป็นชื่อเมืองที่เป็นต้นกำเนิดของพาสต้าชนิดนี้

เวลาต้มเส้นพาสต้า คนอิตาเลียนชอบให้เส้นไม่สุก แต่เกือบสุก หรือที่เรียกว่า al Dante ซึ่งผิวด้านนอกของพาสต้าจะสุกพอดี แต่ข้างในยังไม่สุก เคี้ยวแล้วมีลักษณะเป็นไตๆ นิดหน่อย อันที่จริงเส้นบะหมี่ที่อร่อยก็มักจะเกือบสุกเช่นกัน เพราะกินแล้วไม่อืด และในแง่โภชนาการ การที่แป้งยังไม่สุก 100% จะช่วยทำให้ย่อยช้าลง เป็นการลด GI Index ซึ่งดีต่อสุขภาพ จะเห็นได้ว่าคนอิตาเลียนกินพาสต้าเยอะมาก แต่อายุยืน

เวลาต้มพาสต้า เราจะใส่เกลือลงไปด้วย ในอัตราส่วน 1 ช้อนช้า ต่อน้ำ 500 cc อย่าใส่อะไรแผลงๆ เช่น น้ำมันมะกอก ลงไปเป็นอันขาด คนอิตาเลียนเขาไม่ทำกัน และเวลาต้มเสร็จแล้วก็ไม่ต้องเอาเส้นไปช็อคนำ้ หรือเคลือบน้ำมันมะกอกใดๆ ทั้งสิ้น (ขอร้องล่ะ)

ระยะเวลาต้ม ต้องดูจากข้างซองเป็นหลัก เพราะแต่ละยี่ห้อ แต่ละชนิด ใช้เวลาต้มไม่เท่ากัน จำนวนนาทีข้างซองนี้หมายถึงเวลาที่พาสต้าอยู่ในน้ำที่เดือดแล้วเท่านั้น ไม่ใช่ตั้งแต่เริ่มตั้งไฟ และถ้าต้องการให้ได้เส้นแบบ al Dante ก็ให้ลดเวลาต้มละประมาณ 1 นาที บางคนจะทดสอบความเป็น al Dante ด้วยการปาเส้นไปติดข้างฝา ถ้าเส้นสามารถเกาะข้างฝาได้พอดี แสดงว่าได้ที่แล้ว แต่เราคงไม่ต้องถึงขนาดนั้น อาจจะใช้วิธีชิม หรือเวลาที่เราคน เราจะรู้สึกได้ถึงระดับความแข็งของมันอยู่แล้ว ​แต่ถ้ายังไม่ชำนาญ ก็แค่ต้มให้ได้จำนวนนาทีตามที่บอกไว้ข้างซอง เก็บน้ำต้มพาสต้มไว้ประมาณ 1/4 ถ้วยด้วย เผื่อใช้

เนื้อสัตว์ที่ใช้ในเมนูนี้ที่จริงแล้วต้มเป็นแก้มหมูตากแห้ง แต่หาซื้อค่อนข้างยากในไทย ผมแนะนำให้ใช้ Pancetta แทน เพราะกรรมวิธีการผลิตคล้ายกัน แต่เป็นส่วนของท้องหมู ทำให้ได้รสชาติที่ใกล้เคียง แต่ถ้าหาซื้อไม่ได้ ก็ให้ใช้เบคอนแทน แต่บอกก่อนว่า รสชาติจะค่อนข้างแตกต่างจากแก้มหมู

มะเขือเทศสับที่ใช้ในเมนูนี้แนะนำให้ใช้มะเขือเทศกระป๋อง เพราะรสชาติคงที่มากกว่า แต่เข้มข้นกว่ามะเขือเทศสด แต่ไม่ได้เข้มเข้มมากขนาด Tomato Paste นะ บางคนผสม Tomato Paste เข้าไปด้วยนิดหน่อย เพื่อปรับความเข้มข้นให้ได้เท่าที่ต้องการ

อิตาเลียนพาสลีย์

เริ่มต้นตั้งกระทะด้วยไฟกลาง ใส่น้ำมันมะกอกลงไป รอให้น้ำมันร้อน ใส่ Pancentta ที่หั่นเป็นชิ้นเต๋าเล็กๆ ลงไป แล้วทอดสักพักให้เริ่มกรอบ แล้วยกขึ้นพักไว้ก่อน จากนั้นใส่กระเทียมสักลงไปในกระทะแทน คั่วให้กระเทียมเริ่มสุก ผมชอบใส่พริกแห้งตามลงไปด้วย แค่เม็ดเดียว ฉีกๆ ลงไปก็พอ (แต่สูตรจริงๆ ไม่มีนะ) จากนั้นใส่มะเขือเทศสับตามลงไป รอให้เดือด แล้วลดไฟลงนิดหน่อย เติมเกลือ พริกไทย และใบพาสลีย์สับลงไป แนะนำให้ใช้อิตาเลียนพาสลีย์นะ ไม่ใช่พาสลีย์แบบที่เราคุ้นเคยกัน รสชาติมันไม่เหมือนกันเลย ทิ้งไว้สักครู่ค่อยใส่เพนเน่ที่ต้มเสร็จแล้วลงไป กวนให้ผสมกับมะเขือเทศให้ทั่ว ผมชอบให้มะเขือเทศแค่เกาะๆ เส้นไว้จนทั่ว ไม่ใช่เยอะจนกลายเป็นบะหมี่น้ำ อะไรแบบนั้น ถ้ารู้สึกว่ามะเขือเทศเริ่มจะแห้งเกินไป ให้เติมน้ำต้มพาสต้าลงไปเจือจางช่วย แต่ถ้าไม่ได้แห้ง ก็ไม่ต้องใช้ ยกขึ้นใส่จาน โรยหน้าด้วยพาเมซานชีสป่น

 

ส่วนผสม (สำหรับ 1 ที่)

  • เพนเน่ 80 g
  • แพนเชตต้า (หรือเบคอน) 35 g
  • มะเขือเทศบด (กระป๋อง) 200 cc
  • กระเทียม 1-2 กลีบ
  • พริกแห้ง 1 เม็ด
  • น้ำมันมะกอก 1-1.5 ช้อนโต๊ะ
  • อิตาเลียนพาสลีย์สับ 1 ช้อนชา
  • พาเมซานชีสป่น 1 ช้อนโต๊ะ
  • เกลือ และพริกไทย

 

แซลมอนย่างเกลือ

แซลมอน เป็นอาหารสุขภาพที่อร่อย เพราะมีโอเมก้า 3 เป็นโปรตีนที่ปลอดภัย จึงเป็นหนึ่งในเมนูที่ผมพยายามกินเป็นประจำ และรูปแบบที่ผมชอบมากที่สุดก็น่าจะเป็นการเอาแซลมอนไปย่างเกลือ สไตล์อาหารญี่ปุ่น เพราะทั้งทำง่ายมาก และอร่อยมากด้วย อาศัยรสชาติที่อร่อยอยู่แล้วของแซลมอล เติมเกลือนิดหน่อย ไม่ใช่ให้เค็ม แต่เพื่อให้เกลือช่วยดึงรสชาติของปลาออกมา เป็นหลักของการทำอาหารที่เรียบง่าย แต่ใช้ความสดใหม่ของวัตถุดิบ ทำให้มันอร่อย มากกว่าที่จะเน้นการปรุงรส ซึ่งจะกลบรสชาติที่แท้จริงของอาหารชนิดนั้นๆ ไปอย่างน่าเสียดาย

แซลมอนที่มีขายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตจะมีวิธีชำแระหลากหลายรูปแบบ แต่สำหรับอาหารญี่ปุ่นแล้ว ผมชอบแบบที่ชำแระตามที่เห็นในรูปข้างบนมากที่สุด มันดูญี่ปุ่นดี แต่อาจจะหาซื้อยากสักหน่อย เพราะส่วนใหญ่ร้านนิยมหั่นแบบเอาไปทำสเต็กแบบอาหารฝรั่งซะมากกว่า บางทีผมก็เลยต้องซื้อแบบแช่แข็งเก็บไว้ด้วย ถ้าหากอยากกินขึ้นมากะทันหันจะได้ไม่ต้องไปวนหาซื้อ เพราะอาจจะหาไม่ได้

ชะโลมชิ้นปลาด้วยน้ำมันมะกอกให้ทั่ว แล้วโรยเกลือบางๆ ตามลงไป จากนั้นก็นำเข้าเตาอบ ที่อุณหภูมิประมาณ 200 องศา นาน 15 นาที กลับข้างสักหนึ่งรอบระหว่างกลาง นำมารับประทานคู่กับผัก เช่น ผักสลัด หรือ กิมจิ เป็นต้น ผมชอบการอบด้วยเตาอบที่อุณหภูมิค่อนข้างสูงมากกว่าที่จะเอาไปย่างบนกระทะย่าง เพราะว่ามันจะสุกทั่วกันมากกว่า ข้อสำคัญคืออุณหภูมิในการอบที่จะต้องสูงสักนิดหนึ่ง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่คล้ายการย่างมากที่สุด ไม่ต้องกลัวเรื่องไฟแรงแล้วด้านในจะไม่สุกเท่าไหร่ เพราะว่าปลาเป็นเนื้อสัตว์ที่ค่อนข้างสุกง่ายอยู่แล้ว

แซลมอลย่างเกลือเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับมื้อเย็นที่ไม่ต้องการกินเยอะ แต่มีโปรตีนช่วยให้อยู่ท้องมากกว่าการกินแต่ผักสลัดอย่างเดียว ถ้าสามารถกินได้สักหนึ่งมื้อต่อสัปดาห์ ก็จะช่วยให้ร่างกายได้รับโอเมก้า 3 ที่เพียงพอด้วย ผมไม่เห็นข้อเสียใดๆ ของเมนูที่แสนอร่อยนี้เลย

 

Baked Potatoes – อบมันฝรั่งให้ดูน่ากินเหมือนมันฝรั่งทอด

เฟรนฟรายด์ช่างเป็นอาหารที่แสนอร่อย แต่ข้อเสียก็คือมันเป็นของทอดอย่างหนึ่ง ที่ค่อนข้างจะทำลายสุขภาพ ถ้าหากกินบ่อยเกินไป

ดังนั้นในตอนนี้ผมจะมาแนะนำวิธีการอบมันฝรั่งให้ได้รสชาติที่อร่อยไม่แพ้มันฝรั่งทอดเลย

ล้างมันฝรั่งให้สะอาด แล้วนำลงไปต้มในน้ำเดือด ที่ใส่น้ำส้มสายชูลงไปสัก 3-4 ช้อนโต๊ะ นาน 20 นาที ความเป็นกรดของน้ำส้มสายชูจะช่วยทำให้แป้งที่อยู่ในตัวมันฝรั่งเองฟอร์มตัวที่ผิวนอก เมื่อเวลานำไปอบจะได้ผลลัพธ์ที่กรอบนอกนุ่มใน ดังนั้นขั้นตอนนี้จึงเป็นขั้นตอนที่สำคัญ อย่าข้ามไปล่ะ

มันฝรั่งที่ต้มใหม่ๆ จะปลอกเปลือกง่าย ให้นำมาชุบน้ำที่อุณหภูมิห้องเพื่อให้เย็นลงบ้าง ก่อนที่จะทำการปลอกเปลือก จากนั้นหั่นมันฝรั่งออกเป็นรูป Wedge ซึ่งที่จริงจะหั่นแบบอื่นก็ได้ แต่ผมว่ารูปนี้มันสวยดี ทำให้ยิ่งน่ากินขึ้น

นำมันฝรั่งที่ไร้เปลือกแล้วของเราไปคลุกกับน้ำมันมะกอกให้ทั่วๆ เหมือนกับจะเคลือบผิวสัมผัสทั้งหมดของชิ้นมันฝรั่งทุกชิ้น น้ำมันมะกอกที่เคลือบอยู่ที่ผิวนี่เองที่จะทำให้เมื่อนำไปอบต่อจะกรอบนอก ใกล้เคียงกับการเอาไปทอด จากนั้นโรยเกลือบางๆ ตามลงไป น้ำมันที่เกาะอยู่ที่ผิวจะช่วยทำให้เกลือติดอยู่กับตัวมันฝรั่ง

นำมันฝรั่งที่ได้ไปอบในเตาอบที่อุณหภูมิ 225 องศาเซลเซียส เป็นเวลาประมาณ 20 นาที โดยในนาทีที่ 10 ให้เอาออกมากลับด้านสักครั้งหนึ่ง เพื่อให้ทุกด้านสุกเท่าๆ กัน ที่นี้เตาอบของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คอยเฝ้าดูละกันว่ามันฝรั่งได้ที่แล้วหรือยัง ถ้าดูกรอบ หน้าตาน่ากิน เหมือนมันฝรั่งทอดแล้ว ก็สามารถเอาออกจากเตาก่อนเวลาก็ได้ หรือถ้าผ่านไป 20 นาทีแล้ว ยังไม่ได้ที่ ก็อาจจะอบต่อนานกว่านั้นก็ได้

จัดเรียงให้สวยงาม กินคู่กับ Ketchup หรือกินเปล่าๆ ก็ได้ ไม่ผิดกติกา

Waldorf Salad – สลัดผลไม้

จะกินผลไม้อย่างเดียวก็เบื่อ การทำสลัดผลไม้อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยส่วนตัวแล้ว ผมชอบทำสลัดวอลดอร์ฟ (Wardorf Salad) เพราะว่าเป็นคนชอบกินผลไม้ไม่กี่อย่าง และหนึ่งในนั้นก็คือแอ๊ปเปิ้ล

ที่มาของสลัดวอลดอร์ฟ คือเป็นเมนูชื่อดังของโรงแรมชื่อดังแห่งหนึ่งในอเมริกา สลัดชนิดนี้ก็เลยได้ชื่อของโรงแรมมาเป็นชื่อของมัน จริงๆ แล้วมันก็คือสลัดผลไม้นั่นแหละ ผลไม้สามอย่างที่ขาดไม่ได้ และทำให้จานนี้เป็นสลัดวอลดอร์ฟ ก็คือ แอ๊ปเปิ้ล องุ่น และคื่นช่ายฝรั่ง โรยด้วยถั่ววอลนัท ซึ่งเป็นถั่วที่ผมมีประจำบ้านอยู่แล้ว อาจเติมผลไม้อย่างอื่นเข้าไปอีกก็ได้ อันนี้แล้วแต่ความชอบส่วนบุคคลเลย

น้ำสลัดวอลดอฟท์ใช้มายองเนสธรรมดา เติมมะนาวลงไปด้วย เพื่อให้เปรี้ยวขึ้น รสเปรี้ยวเป็นรสที่เข้ากันมากกับผลไม้ในจานนี้ เติมเกลือและพริกไทยตามชอบ แค่นี้เลย ทำง่ายมากๆ

สิ่งที่ผมชอบทำเสมอหลังเตรียมเสร็จก็คือเอามันไปแช่ตู้เย็นให้เย็นๆ ก่อน แล้วค่อยกิน มันจะยิ่งอร่อย

ส่วนผสม : แอ๊ปเปิ้ล, องุ่น, คื่นช่ายฝรั่ง, ถั่ววอลนัท, มายองเนส, น้ำมะนาว, เกลือ และพริกไทย สัดส่วนตามใจชอบ

Caesar’s Salad – สลัดซีซ่าร์ที่สมบูรณ์แบบ

ผมเพิ่งจะรู้เมื่อเร็วๆ นี้เองว่า ซีซาร์สลัด เป็นอาหารแม็กซิกัน และไม่มีอะไรเกี่ยวกับ จูเลียส ซีซ่าร์ ใดๆ ทั้งสิ้น เพียงแค่คนที่คิดเมนูนี้ชื่อซีซาร์ และเป็นเมนูที่เกิดขึ้นมาโดยไม่ได้ตั้งใจ เรื่องมีอยู่ว่า วันหนึ่งนายซีซาร์ ไม่รู้จะทำอาหารอะไรดี ก็เลยเข้าครัวไปดูว่ามีอะไรเหลือบ้าง ก็เอามารวมๆ กัน แล้วก็กลายมาเป็นซีซาร์สลัดอย่างที่เรารู้จักกันทุกวันนี้

สลัดซีซ่าร์ เป็นอะไรที่หากินง่าย ทั้งในร้านอาหารฝรั่ง หรือแม้แต่อาหารญี่ปุ่น เกาหลี ก็มี แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ทุกร้านจะทำได้อร่อย ที่จริงแล้ว เมนูนี้ไม่ได้ทำยาก เราสามารถทำกินเองที่บ้านได้ ซึ่งจะทำให้เราสามารถทำให้มันเป็นสลัดซีซ่าร์ที่สมบูรณ์แบบได้ ดีกว่าหลายๆ ร้านที่แค่ใช้ชื่อนี้เฉยๆ แต่มันดูแย่มาก ไม่เหมือนสลัดซีซ่าร์ที่ผมอยากกิน

ผักกาดที่เหมาะจะใช้ทำสลัดซีซ่าร์มากที่สุดคือ Romaine Lettuce รองลงมาคือ Cos สิ่งที่สำคัญมากคือการล้างให้สะอาด และจบน้ำสุดท้ายด้วยน้ำใส่น้ำแข็ง ความเย็นจัดจะช่วยทำให้ผักกรอบ หลังจากนั้นต้องเอาไปปั่นด้วยเครื่องปั่นหน้าตาแบบข้างล่างนี้ ซึ่งเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพื่อกำจัดน้ำที่ติดอยู่ในตัวผักออกไปให้มากที่สุด อย่าลัดขั้นตอนนี้เป็นอันขาด เพราะน้ำที่ตกค้างอยู่ในตัวผักจะปนกับน้ำสลัด ทำให้น้ำสลัดไม่อร่อยได้

สำหรับขนมปังกรอบ (ครัวตองค์) สามารถใช้ขนมปังที่กินเหลือได้ เป็นการช่วยกำจัดของเหลือก่อนที่ขนมปังจะบูด ซีซ่าร์สลัดเลยเป็นเมนูที่น่าทำกินเป็นประจำสำหรับคนที่กินขนมปัง หั่นคือฉีกให้เป็นชิ้นเล็กๆ อาจทาเนยด้วยก็ได้ ก่อนนำไปอบให้กรอบ อย่าลืมเบคอนอบกรอบ และพาเมซานชีสโรยหน้า

สำหรับน้ำสลัด จะซื้อสำเร็จเอาก็ได้ เพื่อประหยัดเวลา แต่ถ้ามีความคึก จะทำเองก็ได้ ซีซ่าร์สลัดมีน้ำสลัดเป็นของตัวเอง ซึ่งไม่เหมาะกับน้ำสลัดทั่วไป เพราะมีส่วนผสมของปลาแอนโชวีและกระเทียมบดรวมกันจนละเอียด แถมใช้มะนาวกับน้ำส้มสายชูอย่างละครึ่งเพื่อให้เกิดรสเปรี้ยวที่มากกว่าน้ำสลัดทั่วไป และยังมีการบดพาเมซานชีสลงไปในน้ำสลัดอีกด้วย สำหรับตัวมายองเนสอาจใช้ไข่แดงดิบกับน้ำมันมะกอกผสมกันแทนก็ได้

เคล็ดลับอย่างหนึ่งที่ทำให้ซีซ่าร์สลัดดูน่ากินมากคือการเอาน้ำสลัดมาคลุกกับผักให้ทั่วก่อนที่จะโรยหน้าด้วยส่วนผสมอื่นๆ ซึ่งจะทำให้ดูน่ากินมาก และเป็นเอกลักษณ์ของเมนูนี้ที่ดูแตกต่างจากสลัดเมนูอื่นๆ เพียงแค่นี้คุณก็จะได้ซีซ่าร์สลัดที่สมบูรณ์แบบแล้วครับ

ส่วนผสม

  • ผัก Romaine Lettuce หรือ Cos
  • ขนมปังอะไรก็ได้
  • เบคอน
  • พาเมซานชีสป่น

ส่วนผสมของน้ำสลัด

  • ปลาแอนโชวี 1-2 ตัว
  • กระเทียม 1 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมะนาว 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำส้มสายชู 1/2 ช้อนโต๊ะ
  • น้ำมันมะกอก 1/4 ถ้วย
  • มายองเนส 1/2 ถ้วย
  • พาเมซานซีสป่น 1 ช้อนโต๊ะ

อาหารเช้าที่ผมกินเป็นประจำ

มื้อเช้าเป็นมื้อที่เหมาะจะทำกินเองมาก เพราะหากินข้างนอกยาก คนกรุงเทพส่วนใหญ่จะต้องรีบไปทำงานตอนเช้า ทำให้ไม่มีเวลาเตรียมอาหารเช้าเอง ส่วนใหญ่ก็มักจะหาซื้อกินระหว่างทางไปทำงาน ซึ่งก็หนีไม่พ้นอาหารสำเร็จรูปในเซเว่น หรือบางทีก็เป็นข้าวเหนียวหมูปิ้งข้างทาง

เป็นเรื่องที่สงสัยกันมานานแล้วว่า อาหารเช้าของคนไทยจริงๆ แล้วคืออะไรกันแน่ ถ้าถามต่างคน ก็จะได้รับคำตอบที่แตกต่างกันมาก แต่ส่วนใหญ่ก็มักจะคิดถึง ข้าวต้ม โจ๊ก หรือไม่ก็เป็น ไข่ดาวหมูแฮม แต่ถ้าเป็นสมัยใหม่หน่อย ก็อาจจะเป็นกาแฟหนึ่งแก้ว กับขนมปังหรือครัวซองค์ หรือจะเป็นพวก corn flake ไปเลยก็มี

ส่วนตัวผมเตรียมอาหารเช้ากินเอง ซึ่งเน้นความง่าย และพยายามใช้วัตถุดิบที่สามารถเก็บได้นานในตู้เย็น จะได้ไม่ต้องคอยพะวงทุกวันว่าพรุ่งนี้เช้าจะกินอะไรดี ข้อดีอีกอย่างของการทำข้าวเช้ากินเอง ก็คือโอกาสที่ผมจะได้กิน superfood อย่างน้อยวันละครั้ง คือใส่พวกมันลงไปในมื้อเช้าก่อนเลย เพื่อให้แน่ใจว่าเราได้กินของดีๆ แล้วทุกวัน

เพราะฉะนั้นอาหารเช้าที่จะมีเสมอเลยสำหรับผมก็คือนมหนึ่งแก้ว ใส่พวก superfood ต่างๆ ลงไปตามใจชอบ หลักๆ แล้วจะมี oatmeal ถั่ววอลนัท และเบอร์รี่แช่แข็ง เป็นตัวยืน สาเหตุที่เลือกกิน oatmeal ทุกวัน เพราะว่ามันมี gummy fiber มีสรรพคุณลดคอเรสเตอรอลในเลือดได้ เราสามารถกิน oatmeal ดิบได้ โดยที่ผมจะแช่มันทิ้งไว้ในนมแล้วเข้าตู้เย็นไว้ทั้งคืนก่อนหน้า ถั่ววอลนัทก็เป็นถั่วที่มีสารอาหารเยอะที่สุด เบอร์รี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีประโยชน์มากๆ

superfood อย่างอื่นที่ผมเลือกใส่บ้างไม่ใส่บ้าง เปลี่ยนสลับไปมาบ้าง เพื่อให้ไม่น่าเบื่อก็เช่น อัลมอนด์ เมล็ดเชีย เมล็ดแฟล็ก งาขาว น้ำผึ้ง กล้วย เป็นต้น

ถ้าวันนั้นผมไม่ได้ใช้พลังงานอะไรมาก แค่นมใส่ superfood หนึ่งแก้วก็เพียงพอแล้วสำหรับมื้อเช้า แต่ถ้าจะต้องไปออกกำลังกาย หรือออกไปนอกบ้าน อาจจะทำให้รู้สึกหิวก่อนเวลาอาหารเที่ยงก็ได้ ดังนั้นผมจะกินอย่างอื่นเพิ่มเติมด้วย อย่างเช่น ไข่ลวกกับขนมปังทาเนย (ผมชอบไข่ลวกที่อยู่ในน้ำเดือด 4 นาที เยาะแม๊กกี้และพริกไทยขาว) หรือไข่ดาวกับเบคอนไปเลยก็ได้ ผลไม้อย่างเช่น แอ็ปเปิ้ล กีวี่  แต่ส่วนใหญ่แล้วผมจะพยายามจำกัดแคลอรี่มื้อเช้า เพราะเรากินเอง เราควบคุมได้ ต่างจากมื้ออื่นๆ ที่อาจมีเหตุจำเป็นให้ต้องกินเยอะเกินไป