ไก่ทอดเกาหลี

ในที่สุดก็ทอดไก่ให้กรอบแบบ crunchy ได้สำเร็จ

ใช้แค่แป้งข้าวโพดเปล่าๆ คลุกไก่เท่านั้น ไม่ต้องผสมน้ำใดๆทั้งสิ้น และไม่ต้องหนามากด้วย แป้งติดไก่ได้แค่ไหน ก็เอาแค่นั้น แป้งที่หนาเกินไปกลับไม่ใช่เรื่องดี เพราะไก่จะไม่สุก แป้งจะไม่ติดกับหนังไก่ แค่มีแป้งบางๆ อยู่ก็พอแล้ว

ทอดด้วยไฟกลาง อุณหภูมิประมาณ 180-200 องศาเซลเซียส ประมาณ 10 นาที ถ้าไก่ไหม้แสดงว่าไฟแรงเกินไป พักให้เย็นลงแล้วนำกลับไปทอดใหม่เหมือนเดิมอีก 10 นาที

ในส่วนของซอสเคลือบก็ไม่มีอะไรมาก ใช้แค่กระเทียม น้ำตาลทราย พริกแห้ง น้ำส้มสายชู สัดส่วนแล้วแต่คนชอบ เคี่ยวให้ได้ความหนืดที่ต้องการ แล้วนำไก่ที่ทอดไว้แล้วมาคลุก แค่นี้ก็เสร็จแล้ว

Seafood Pajeon

นี่คือสุดยอดอาหารเกาหลีที่ทั้งอร่อยเพราะว่าเป็นของทอด และเวลาเดียวกันก็ได้กำจัดผักที่เหลือในตู้เย็นได้ด้วย เพราะจะใส่ผักอะไรเข้าไปก็ได้

เคล็ดลับในการทำให้กรอบ คือแม้ว่าจะทอดด้วยกระทะเทฟล่อน แต่ก็ควรใช้น้ำมันค่อนข้างมาก เพราะถ้าน้ำมันน้อย จะไม่มีทางทำให้กรอบได้เลย ควรใช้น้ำมันที่มากกว่าการผัด เช่น 3 ช้อนโต๊ะขึ้นไป แล้วค่อยเทน้ำมันส่วนเกินออกทีหลังตอนทอดเสร็จแล้วก็ได้

สำหรับแป้งที่ใช้จะเป็นแป้งมันฝรั่ง แป้งข้าวโพด หรือแป้งอเนกประสงค์ก็ได้ หรือจะผสมกันก็ได้ แล้วแต่ความชอบของแต่ละคน แต่ที่สำคัญคือน้ำต้องน้อยกว่าแป้ง เช่น 75% ของแป้งก็พอ มิฉะนั้นจะเหลวเกินไป

อีกเคล็ดลับในการทำให้กรอบน่ากินคือ พยายามทำให้บางไว้ก่อน ถ้าแป้งหนาเกินไปจะไม่น่ากิน เรียกว่าควรให้เครื่องอย่างอื่นพอๆ กับแป้ง และพยายามใช้ให้น้อยที่สุด แต่เต็มกระทะพอดี ผสมแป้งและน้ำลงไปในเครื่องตั้งแต่แรกเลย แล้วค่อยตักใส่กระทะที่ตั้งไฟไว้แล้ว แต่ละหน้าควรจะมีความไหม้นิดๆ ก็คือได้ที่แล้ว

แต่ละหนาควรทอดอย่างน้อย 3-4 นาที ด้วยไฟกลางเท่านั้น และเวลาพลิกกลับหน้ามีเคล็ดลับคือต้องกลับให้ไวที่สุด คือไวจนส่วนผสมไม่ทันจะได้แตกออกจากกัน ก็จะได้การกลับหน้าที่สวยงาม

เป็นอีกจากที่ทำง่ายแต่เต็มไปด้วยเทคนิคครับ

ชุดสเต็กปลากะพงย่างเกลือ

อาหารที่ healthy ที่สุด น่าจะหนีไม่พ้นพวกชุดอาหารญี่ปุ่น ซึ่งเราสามารถดัดแปลงกินเองที่บ้านได้ด้วยการใช้ข้าวกล้องแทนข้าวขาว แค่นี้ก็อร่อยสุดๆ แล้ว

สลัดซีซ่าร์

ส่วนผสมของสลัด

  1. ผักคอส
  2. ขนมปังปิ้งหั่นท่อน
  3. เบคอนจำนวนหนึ่ง
  4. พาเมซานชีส
  5. น้ำสลัดญี่ปุ่น

ส่วนผสมของน้ำสลัดญี่ปุ่น

  1. น้ำมันมะกอก 1 ช้อนโต๊ะ
  2. น้ำส้มสายชู 1 ช้อนโต๊ะ
  3. ซีอิ้วญี่ปุ่น 1 ช้อนโต๊ะ
  4. น้ำมันงา 1 ช้อนชา
  5. พริกไทยและเกลือเล็กน้อย
  6. น้ำผึ้งเล็กน้อย (Optional)

เคล็ดลับ

  • ล้างผักน้ำสุดท้ายด้วยน้ำเย็นจัดและสะบัดน้ำออกให้แห้งก่อนนำมาคลุกกับส่วนผสมอื่นๆ
  • อาจใช้อกไก่สับแทนเบคอนก็ได้

เรื่องกินที่ยังไม่เคยลงตัว

หลายปีที่ผ่านมากับการลองหานโยบายที่ดีที่สุดสำหรับการกินอาหารของตัวเอง แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่เคยลงตัว

เรื่องการกินเป็น trade-off ที่เราไม่สามารถบรรลุได้ทุกอย่าง ต้องเลือกเท่านั้น และมันก็เป็นอะไรที่เลือกยากมากจริงๆ

ถ้าถามว่าตอนนี้เราคิดว่านโยบายการกินที่เหมาะกับเราคืออะไร คำตอบน่าจะเป็น

ทำกินเองเฉพาะมื้อเช้า มีผลไม้ติดตู้เย็นไว้กินมื้อเย็นบ้าง ถ้าจะทำอะไรกินเองจริงๆ ก็เป็นแค่เมนูนึกสนุก ทำครั้งเดียวก็พอ

เหตุผลก็คือ ถ้าคิดจะทำอาหารกินเอง ต้องซื้อวัตถุดิบ แล้วก็พบว่า วัตถุดิบมีเยอะเกินไป ทำให้จำเป็นต้องกินเยอะโดยไม่จำเป็น ยิ่งเดี๋ยวนี้เราคุมน้ำหนักด้วย ทำให้แคลอรี่ที่รับได้มีจำกัด เลิกคิดจะทำมื้อเที่ยงหรือเย็นกินเองไปเลยดีกว่า ถ้าไม่มีอะไรจะกินจริงๆ ก็ถือโอกาสทำ IF ไปเลย แบบนี้เราก็จะมีของเหลือทิ้งน้อยลง แคลอรี่ที่ต้องกินก็ไม่เกินด้วย

ณ วันนี้คงเป็นแบบนี้ไปก่อน แต่วันหน้าก็ไม่รู้นะว่าจะต้องเปลี่ยนอีกมั้ย มันไม่เคยลงตัวสักที

แผนการกินสำหรับปี 2024 (อีกแล้ว)

ปีหน้าก็คงจะทำ OMAD ทุกวันพฤหัสต่อไป เพราะถ้าไม่ทำคงควบคุมน้ำหนักไว้ไม่ได้ (เจอบุฟเฟ่ต์บ่อย)​

ส่วนวันอื่นๆ นั้น มื้อเช้า คือ โยเกิร์ต ถั่ว เบอรรี่ ไข่ลวก (ขอกลับมากินโยเกิร์ตอีกครั้ง ยอมแพ้เป้าหมายลดโลกร้อนไปก่อน)

มื้อกลางวันและเย็นต้องกินนอกบ้านเป็นหลัก เนื่องจากเหตุผลเรื่องความสะดวก ถ้าจะทำกินเอง จะเปลี่ยนมาทำแค่อาหารจำพวกสุกี้ (ชาบู นาเบะ ผัดหมาล่า) และสลัดต่างๆ เท่านั้น หรือไม่ก็มีแค่ผลไม้ติดตู้เย็นไว้ เช่น แอ็ปเปิ้ล กิมจิ อะโวกาโด เท่านั้น ถ้าจะทำอาหารคาวกินอย่างอื่นกินเอง คงต้องเป็นโอกาสพิเศษที่อยากลองทำจริงๆ เท่านั้น เพราะที่ผ่านมาพบว่าไม่มีเวลากินอาหารที่ตัวเองทำ ทำให้ยิ่งทำยิ่งอ้วน เพราะต้องกินให้หมด

ร้านประจำนอกบ้านจะเป็นร้านที่อยู่ทางผ่านเวลาเดินทาง อร่อย และราคาย่อมเยา เป็นหลัก อาทิ ร้านราดหน้าและส้มตำแถวคอนโด, ร้านอินเตอร์สยาม , หอยทอดชาวเล, บะหมี่สว่าง, ข้าวหมูแดงธานี, ข้าวมันไก่โกตา, Eat Am Are หรือไม่ก็ Yakiniku Like

น่าจะเป็นแผนที่มินิมัล และ Productive ที่สุดแล้ว

รูเบนแซนวิช

ส่วนประกอบ

  • ขนมปังแผ่นแบบใดก็ได้ที่ชอบ 2 แผ่น
  • พาสตามี่แล่บางที่สุด 3-4 แผ่น
  • เชลด้าชีสแผ่น 2 แผ่น
  • ผักดองซาวด์เคราวน์ 1/4 ถ้วย
  • มัสตาส จำนวนหนึ่ง
  • เนยเค็ม จำนวนหนึ่ง

วิธีทำ

  1. นำขนมปังแผ่นมาทาเนยเค็มหนึ่งด้านทั้งสองแผ่น ควรใช้เนยเยอะสักนิดจะดูน่ารับประทาน
  2. วางพาสตามี่ลงบนขนมปังแผ่นหนึ่ง จากนั้นตามด้วยเชลด้สชีสเรียงหน้า
  3. นำทั้งหมดไปอบในเตาเอาหรือเตาปิ้งขนมปัง จนขนมปังกรอบสวย ชีสยืด
  4. นำออกจากเตา แล้วเรียงหน้าด้วยผักดองบนชีอีกที (ดูวิธีทำผักดอง)  เติมมัสตาสตามใจชอบ ประกบแผ่นขนมปัง แล้วนำไปเสิร์ฟได้เลย

หมายเหตุ

ที่จริงแล้วถ้าเอาขนมปังไปทอดในกระทะเทฟรอน จะได้ผิวหน้าที่มีรอยเกรียมๆ เล็กน้อย ดูน่ารับประทานกว่าการปิ้ง และถ่ายรูปลงไอจีก็จะสวยกว่า แต่ข้อเสียคือยุ่งยากกว่า และจะทำให้ชีสยืดด้วย ก็จะทำยากกว่าในกระทะ ดังนั้น เพื่อความสะดวกในฐานะของอาหารเช้ากินง่ายๆ ผมเลยเลือกใช้เตาอบมากกว่า

กะหล่ำปลีดอง (ซาวด์เคลาน์)

ผักดองที่ทำง่ายที่สุดไม่มีอะไรเกิน Sauerkraut เพราะใช้แค่ผักกับเกลือแค่นั้นเลยจริงๆ มันคือวิธีกำจัดกะหล่ำปลีที่กินเหลือที่สุดยอดมากๆ รสชาติของการหมักทำให้มันอร่อย

เร่ิมต้นด้วยการชั่งน้ำหนักกระหล่ำปลีที่เหลือในตู้เย็น จากนั้นล้างทำความสะอาดให้มากที่สุด ก่อนที่จะซอยให้เป็นเส้นบางๆ ปั่นให้แห้ง แล้วเติมเกลือให้ได้ประมาณ 2% ของนำ้หนักของผัก คลุกให้ทั่ว รอทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จะพบว่ามีน้ำออกมาจากผัก

ลำเลียงผักลงในขวดโหลที่ทำความสะอาดมาดีแล้ว ใช้ช้อนกดผักให้แน่นๆ ซึ่งจะทำให้มีน้ำออกมาจากผักมากขึ้นด้วย ค่อยๆ กดลงไปเรื่อยๆ จนเต็มขวดโหล ให้แน่ใจว่าผักทั้งหมดควรจะจมอยู่ใต้น้ำ จากนั้นปิดฝาขวดแบบหลวมๆ ตั้งทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้อง ที่ไม่โดนแสงแดดโดยตรง และไม่ร้อนจนเกินไป (ดีที่สุดคือราว 15-20 องศาเซลเซียสแบบในยุโรป)

รอผ่านไปอีก 2-3 วัน แล้วลองตรวจดูว่าทุกอย่างยังดูสะอาดอยู่ ไม่มีสิ่งแปลกปลอมเกิดขึ้น แค่ผักมีสีเข้มขึ้นเท่านั้น ลองชิมรสชาติว่าปกติดีหรือไม่ กดผักให้จมน้ำลงไปใหม่แล้วปิดฝา ที่จริงตอนนี้ก็สามารถเอามากินได้แล้ว แต่ถ้าหมักต่อไปอีกจะอร่อยยิ่งขึ้น สามารถเปลี่ยนมาหมักไว้ในตู้เย็นต่อได้ (แต่กระบวนการจะช้าลง)​ ระยะเวลาที่เหมาะสมสำหรับการกินคือ 1 เดือน

กระบวนการหมักเกิดจากจุลินทรีย์แลกโตบาซีรัส ซึ่งมีอยู่แล้วในธรรมชาติ ทำให้ผักมีรสเปรี้ยวเพราะเกิดกรดแลกติกขึ้นในน้ำผัก สภาพที่เป็นกรดทำให้ผักสามารถอยู่ได้นาน เป็นการถนอมอาหารอย่างหนึ่ง และยังทำให้ได้รสชาติที่อร่อยอีกด้วย

พาสต้าเบคอนชีส

อาหารง่าย แต่โคตรอร่อยของผม พาสต้าเบคอนชีส

ส่วนผสม

  • เพนเน่ 60 กรัม
  • เบคอน 45 กรัม
  • เกลือ 1/8 ช้อนชา
  • น้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา
  • พาเมซานชีส จำนวนหนึ่ง
  • กระเทียม 1-2 กลีบ
  • พริกไทย และผงพาสลีย์สับ เล็กน้อย

วิธีทำ

  1. ต้มเส้นเพนเน่ในน้ำเดือดที่ใส่เกลือลงไปเล็กน้อย นาน 10 นาที หรือตามที่ข้างซองระบุไว้ คนบ้างนานๆ ที เพื่อป้องกันมิให้เส้นติดก้นหม้อ เสร็จแล้วยกขึ้นพักไว้ เก็บน้ำต้มพาสต้าไว้ราว 1/4 ถ้วย เผื่อใช้
  2. ตั้งไฟกลาง นำเบคอนลงไปทอด ไม่ต้องรีบ ถ้ารอให้เบคอนค่อยๆ สุก จะอร่อยมากกว่า ใช้เวลานานเท่าไรแล้วแต่ว่าชอบความกรอบระดับไหน  เสร็จแล้วตักเบคอนขึ้นพักไว้ เทน้ำมันเบคอนที่เหลือในกระทะออกส่วนหนึ่ง ให้เหลือไว้แค่พอประมาณ จากนั้นใส่น้ำมันมะกอก เอากลับไปตั้งไฟกลางใหม่ ใส่กระเทียมลงไปทอดจนเหลืองทอง ใจเย็นๆ เช่นกัน ถ้าไฟแรงเกินไป เดี๋ยวกระเทียมไหม้หมด เมื่อกระเทียมได้ที่แล้ว ใส่เส้นเพนเน่ที่ต้มไว้แล้วลงไปผัด ให้น้ำมันเคลือบเส้นให้เงางามน่ารับประทาน เติมเกลือ พริกไทย และผงพาสลีย์สับ ถ้ากระทะแห้งเกินไปให้เติมน้ำต้มพาสต้าที่เก็บไว้เท่าที่ต้องการ ตามด้วยเบคอนที่ทอดไว้แล้ว ผัดต่อไปอีกแค่ 15 วินาที  ยกขึ้นเสิร์ฟ
  3. โรยหน้าด้วยพาสเมซานชีสเท่าไรก็ได้แล้วแต่ชอบ แต่เยอะๆ ก็ดี ยิ่งเยอะยิ่งอร่อย หรือถ้าเป็นไปได้ เป็น Parmigiano Reggiano ด้วยจะยิ่งอร่อยกว่าพาสเมซานอีก